หิมะ เป็นรูปหนึ่งของการตกลงมาของน้ำจากบรรยากาศ อยู่ในรูปของผลึกน้ำแข็งจำนวนมากเรียก เกล็ดหิมะ จับตัวรวมกันเป็นก้อน ดังนั้นหิมะจึงมีเนื้อที่หยาบเป็นเกล็ด และมีโครงสร้างที่กลวงจึงมีความนุ่มเมื่อสัมผัส
หิมะนั้นเกิดจากละอองน้ำเกิดการเกาะรวมตัวกันในชั้นบรรยากาศที่อุณหภูมิต่ำว่า 0°C (32°F) และตกลงมา นอกจากนี้หิมะยังสามารถผลิตได้จากเครื่องสร้างหิมะเทียม(snow cannon)
รูปทรงของเกล็ดหิมะ 
รูปเกล็ดหิมะ โดย วิลสัน เบ็นท์ลีย์(Wilson Bentley) ค.ศ. 1902ความสมมาตรของส่วนที่ยื่นออกมาของเกล็ดหิมะนั้น จะเป็นสมมาตรแบบหกด้านเสมอ เนื่องมาจากเกล็ดน้ำแข็งปกตินั้นมีโครงสร้างผลึกหกเหลี่ยม(หรือที่รู้จักกันในชื่อ ice Ih) บนระนาบฐาน(basal plane)
คำอธิบายถึงความสมมาตรของเกล็ดหิมะนั้นโดยทั่วไป มีอยู่ 2 คำอธิบาย คือ
อาจเป็นไปได้ที่จะมีการสื่อสารหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างส่วนที่ยื่นออกของเกล็ดหิมะ ซึ่งส่งผลให้การงอกออกของแต่ละก้านนั้นส่งผลถึงกัน ตัวอย่างของรูปแบบที่ใช้ในการสื่อสารนั้นอาจเป็น ความตึงผิว หรือ โฟนอน(phonon)
คำอธิบายที่สองนี้จะค่อนข้างแพร่หลายกว่า คือ แต่ละก้านของเกล็ดหิมะนั้นจะงอกออกโดยไม่ขึ้นแก่กัน ในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิ ความชื้น และสภาพแวดล้อมอื่นๆ นั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเทียบกับขนาดของเกล็ดหิมะแล้วเชื่อว่าสภาพแวดล้อมจะมีสภาพที่เหมือนกันในช่วงขนาดสเกลของเกล็ดหิมะ ซึ่งส่งผลให้การงอกออกของก้านในแต่ละด้านนั้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขเหมือนกัน จึงทำให้ลักษณะการงอกออกนั้นเหมือนกัน ในลักษณะเดียวกับที่รูปแบบการเติบโตของวงแหวนอายุในแกนของต้นไม้ในสภาพแวดล้อมเดียวกันจะมีรูปร่างเหมือนๆกัน ความแตกต่างของสภาพแวดล้อมที่ระดับสเกลใหญ่กว่าเกล็ดหิมะนั้นส่งผลให้รูปของเกล็ดหิมะแต่ละเกล็ดนั้นมีรูปร่างที่แตกต่างกัน
อย่างไรก็ตาม แนวความคิดที่ไม่มีเกล็ดหิมะใดที่มีรูปร่างเหมือนกันนั้นไม่ถูกต้อง เกล็ดหิมะสองเกล็ดนั้นมีโอกาสเหมือนกันได้ เพียงแต่โอกาสนั้นน้อยมาก American Meteorological Societyได้บันทึกการค้นพบเกล็ดหิมะที่มีรูปร่างเหมือนกันโดย แนนซี่ ไนท์(Nancy Knight) ซึ่งทำงานที่National Center for Atmospheric Research ผลึกที่ค้นพบนั้นไม่เชิงเป็นเกล็ดหิมะซะทีเดียวที่เป็นรูป ปริซึมหกเหลี่ยมกลวง (hollow hexagonal prism)
วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2552
Les adjectifs démonstratifs คือคำคุณศัพท์ที่ใช้ประกอบคำนามเพื่อชี้เฉพาะว่าเป็น
" อันนี้, อันนั้น, คนนี้, คนนั้น "
Masculin Masculin [commençant par
une voyelle ou un "h" muet] Féminin
Singulier ce livre cet homme cette maison
Pluriel ces livres ces hommes ces maisons
adjectif démonstratif ต้องสัมพันธ์กับเพศและพจน์ของคำนามที่ไปประกอบ :
- Ce livre est à moi. [หนังสือเล่มนี้เป็นของฉัน] (livre : masculin singulier)
- Cet homme est sympathique. [ผู้ชายคนนี้เป็นคนมีอัธยาศัยดี]
(homme : masculin singulier commençant par un "h" muet)
- Cette fille est mignonne. [เด็กผู้หญิงคนนี้น่ารัก] (fille : féminin singulier)
- Ces gens sont du Nord. [ผู้คนเหล่านี้มาจากภาคเหนือ] (gens : masculin pluriel)
- Ces oiseaux sont rares. [นกเหล่านี้เป็นนกหายาก] (oiseaux : masculin pluriel commençant par une voyelle)
- Ces fleurs sentent bon. [ดอกไม้เหล่านี้มีกลิ่นหอม] (fleurs : féminin pluriel)
Les pronoms démonstratifs คือคำสรรพนามที่ใช้แทนคำนามเพื่อชี้เฉพาะว่าเป็น
" อันนี้, อันนั้น, คนนี้, คนนั้น , สิ่งนี้, สิ่งนั้น, นี่, นั่น " มี 2 ประเภท คือ :
1. ประเภทที่ใช้แทนคำนามที่รู้เพศและพจน์ของคำนามแล้ว มี 4 รูป :
Masculin Féminin
Singulier celui celle
Pluriel ceux celles
2. ประเภทที่ใช้แทนคำนามที่ไม่รู้เพศและพจน์ของคำนาม เรียก "pronom démonstratif neutre" [เป็นกลาง]
มี 2 ชุด แต่แบ่งเป็น 4 รูป :
1 " Ce " = " สิ่งนี้, สิ่งนั้น, นี่, นั่น "
2 " Ça ", " Ceci ", " Cela " = " สิ่งนี้, สิ่งนั้น, นี่, นั่น " 
L'impératif
การใช้ (emploi) :
- ขอร้อง [une prière] : Excusez-moi (โปรดยกโทษให้ฉันด้วย = ขอโทษ)
- สั่ง [un ordre] : Viens ici ! (มานี่)
- ห้าม [une défense] (อยู่ในรูปปฎิเสธเท่านั้น) : Ne jouez pas dans la rue (อย่าเล่นในถนน)
- แนะนำ [un conseil] : Soyez prudent ! (จงระมัดระวัง)
รูปแบบ (fomes) : impératif คือคำกริยาที่ผันอยู่ในกาลปัจจุบัน (présent) โดยไม่มีสรรพนามประธาน (pronom sujet)
โดยทั่วไปจะใช้กับ บุรุษที่ 2 เอกพจน์ (Tu), บุรุษที่ 2 พหูพจน์ (Vous) และ บุรุษที่ 1 พหูพจน์ (Nous) :
Tu regardes Regarde !
Vous faites attention Faites attention !
Nous partons Partons !
สำหรับ verbe "être" และ "avoir" มีรูป impératif ที่มาจากรูป subjonctif :
être avoir
Sois gentil ! Aie de la gentillesse !
Soyez heureux ! Ayez confiance en moi !
Soyons à l' heure ! Ayons de la patience
สำหรับ verbe "vouloir" และ "savoir" ก็มีรูป impératif ที่แผลงมาจากรูป subjonctif :
vouloir savoir
- Sache que je ne suis pas disponible !
- Sachons qu'il est difficile !
Veuillez attendre un instant ! Sachez la vérité !
[ subjonctif de vouloir : que tu veuilles, que nous voulions, que vous vouliez]
[ subjonctif de savoir : que tu saches, que nous sachions, que vous sachiez]
จะไม่มี "s" เมื่อใช้กับบุรุษที่ 2 เอกพจน์ สำหรับกริยากลุ่มที่ 1 , กริยากลุ่มที่ 3
ที่ผันเหมือนกลุ่มที่ 1 : [ouvrir : Tu ouvres Ouvre / couvrir : Tu couvres Couvre /
offrir : Tu offres Offre / Cueillir : Tu cueilles Cueille ....
รวมทั้งกริยา "aller" : Tu vas Va ]
แต่ถ้ารูปคำสั่งเหล่านี้อยู่หน้า สรรพนาม "en" และ "y" จะต้องมี "s" ดังเดิม :
(ด้วยเหตุผลในเรื่องการออกเสียง) :
- Vas-y !
- Manges-en !
ประโยคคำสั่งปฎิเสธ กริยาีรูป impératif จะอยู่ระหว่าง "ne.............pas" :
- Ne rentre pas tard !
- Ne commençons pas sans elle !
- N' ayez pas peur !
ประโยคคำสั่งของกริยา pronominal จะต้องมีสรรพนามประกอบด้วยเสมอ :
- Dépêche-toi !
- Ne vous inquiétez pas !
- Amusons-nous !
คำสรรพนาม (pronom complément) ในประโยคคำสั่งจะเปลี่ยนตำแหน่งและรูป :
* ในประโยคคำสั่งบอกเล่า สรรพนามจะอยู่หลังกริยา และ "me" กับ "te" จะเปลี่ยนเป็น "moi" และ "toi" :
- Faites-le !
- Attends-moi !
- Assieds-toi !
สังเกต ! จะมีเครื่องหมาย ยัติภังค์ (trait d' union) ระหว่างกริยากับสรรพนามในประโยคคำสั่งบอกเล่า
* ในประโยคคำสั่งปฎิเสธ สรรพนามจะอยู่หน้ากริยา และ "me" กับ "te" จะไม่เปลี่ยนรูป
- Ne te fâche pas !
- N' y allons pas !
- Ne m' en veuillez pas !
นอกจากจะใช้สั่งกับ "tu", "vous" และ "nous" แล้ว เรายังสามารถสั่ง(ordre)กับบุรุษที่ 3 หรือแสดงความปรารถนา
(souhait) ได้อีกด้วย โดยกริยาจะอยู่ในรูป subjonctif และนำหน้าด้วย "Que"
- Qu' il vienne me voir tout de suite ! (ให้เขามาหาฉันเดี๋ยวนี้) [คำสั่ง]
- Qu' elle soit heureuse ! (ขอให้หล่อนมีความสุข) [ความปรารถนา]
- Que Dieu te protège ! (ขอให้พระเจ้าคุ้มครองเธอ) [ความปรารถนา]
วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2552
LES EXPRESSIONS ESSENTIELLES [สำนวนหลักๆที่ใช้บรรยายสภาพอากาศ (ซึ่งจะอยู่ในรูป impersonnel)]
• Quel temps fait-il ? [สภาพอากาศเป็นอย่างไร]
• Il fait + adjectif. [Il fait beau. / Il fait mauvais.]
• Il fait + nom et adjectif. [Il fait une belle journée]
• Il fait de + nom. [Il fait du soleil. / Il fait du vent]
• Il fait + température. [Il fait 30°. / Il fait vingt-cinq degrés]
• Il y a + nom [Il y a du soleil. / Il y a du vent.]
LE TEMPS QU'IL FAIT [สภาพอากาศ] :
Il fait beau (temps) . อากาศดี(ท้องฟ้าแจ่มใส)
Il fait bon / doux. อากาศดี(ไม่ร้อนไม่หนาว) / อากาศอุ่น
Il fait froid. อากาศหนาว
Il fait - 5°. อุณหภูมิลบ 5 องศา
Il fait un froid de canard. (หนาวแบบเป็ด) = อากาศหนาวมาก
Il fait frais. อากาศเย็น
Il fait mauvais. อากาศไม่ดี
Il fait sec. อากาศแห้ง
Il fait lourd / humide / orageux. อากาศหนัก(อบอ้าว) / ชื้น / ครึ้มฟ้าครึ้มฝน
Il fait chaud / Il fait une chaleur insupportable / une chaleur torride / "Quelle canicule !" อากาศร้อน / อากาศร้อนแทบทนไม่ไหว / ร้อนสุดๆ
Il fait (du) soleil. / Il fait un soleil radieux. มีแดด, แดดออก / แดดจ้า
Il fait un temps splendide / un temps magnifique. อากาศแจ่มใสดีมาก
Il fait un temps affreux / un temps épouvantable. อากาศไม่ดี, อากาศเลวร้าย
Il fait gris / Il fait sombre. ท้องฟ้ามืดครึ้ม / อากาศครึ้ม
Il fait un temps pluvieux. อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน
Le temps est clair. ท้องฟ้าสว่าง
Le temps est au beau fixe. อากาศดีทั้งวัน
Le temps est changeant / incertain. อากาศแปรปรวน
Le temps s'améliore. อากาศดีขึ้น
Le temps se dégrade. อากาศแย่ลง
La journée est pluvieuse / orageuse. เป็นวันที่ครึ้มฟ้าครื้มฝน / ฝนฟ้าคะนอง
La journée est ensoleillée. เป็นวันที่มีแดดดี
C'est une belle journée. เป็นวันที่อากาศแจ่มใส
Il y a du soleil. มีแดด, แดดออก
Il y a du vent. มีลม, ลมพัด
Il y a du brouillard. / Il y a un brouillard épais. มีหมอก, หมอกหนา, หมอกจัด
Il y a de la brume. มีหมอกบางๆ
Il y a de la pluie. มีฝน, ฝนตก
Il y a du de la neige. มีหิมะ, หิมะตก
Il y a des nuages. มีเมฆมาก
Il y a du verglas. มีแผ่นนํ้าแข็ง(ที่มองไม่เห็น)บนผิวถนน
Il y a du givre. มีนํ้าค้างแข็งจับที่กระจกหรือบนใบไม้
Il y a un orage. มีพายุฝนฟ้าคะนอง
Il y a une tempête. มีพายุ
Il y a une éclaircie. / Ça s'éclaircit. มีแดดออกสลับหลังฝนตก
Il neige. / Il tombe de la neige. หิมะตก
La neige tombe à gros flocons. หิมะตกเป็นปุย(ก้อน)โตๆ
La neige fond. / Ça fond. หิมะละลาย
Il gèle. นํ้าเป็นนํ้าแข็ง
Il pleut. / Il tombe de la pluie. ฝนตก
LA TEMPÉRATURE [อุณหภูมิ] :
• Quelle est la température ? / Il fait combien ? [อุณหภูมิเท่าไหร่]
• Il fait 30° (degrés). / La température est de 30° (degrés) [อุณหภูมิ 30 องศา]
• La température est très élevée. [อุณหภูมิสูงมาก]
• La température est très basse. [อุณหภูมิตํ่ามาก]
• La température est en hausse. [อุณหภูมิสูงขึ้น]
• La température est en baisse. [อุณหภูมิลดลง]
• La température descend jusqu'à zéro. [อุณหภูมิลดลงถึงศูนย์องศา]
L' ÉTAT DU CIEL [สภาพท้องฟ้า] :
• Le ciel est gris. [ท้องฟ้าครึ้ม]
• Le ciel est noir. [ท้องฟ้ามืดครึ้ม]
• Le ciel est couvert. [ท้องฟ้าปิด]
• Le ciel est nouageux. [ท้องฟ้ามีเมฆครึ้ม]
• Le ciel est dégagé, se dégage. / Ça se dégage. [ท้องฟ้าเปิด]
• Le soleil est généreux. [แดดดี]
• Le soleil a fait son apparition à 6 heures ce matin. [ดวงอาทิตย์ขึ้นเวลา 6 นาฬิกาเช้าวันนี้ี]
• Le soleil se lève. [ดวงอาทิตย์ขึ้น]
• Le soleil se couche. [ดวงอาทิตย์ตก]
LA PLUIE, LE VENT, LA TEMPÊTE [ฝน, ลม, พายุ] :
• Il pleut fort / à torrents / à verse. [ฝนตกหนัก]
• Il y a une pluie battante. [ฝนตกหนัก]
• Il y a des averses. [ฝนตกหนัก(แต่ช่วงสั้นๆ)]
• Il tombe une petite pluie fine. / Il tombe de la bruine. [ฝนตกปรอยๆ]
• Il n'est pas tombé une goutte de pluie depuis plusieurs mois. [ฝนไม่ตกเลยสักหยดเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว]
• Le vent souffle à 80 kilomètres à l'heure. [ลมพัดด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง]
• Il y a une tornade, un ouragan. [มีพายุทอร์นาโด]
• La météo annonce une forte tempête dans le sud. [อุตุนิยมแจ้งว่าจะมีลมพายุพัดแรงบริเวณภาคใต้]
• Un orage a éclaté : on entend les coups de tonnerre, on voit les éclairs et parfois les foudres.
[เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง : เราได้ยินเสียงฟ้าร้องเห็นฟ้าแลบและบางครั้งก็เห็นฟ้าผ่า]
• Il grêle (il y a un orage de grêle) [ลูกเห็บตก (มีพายุลูกเห็บ)]
• Il y a un bel arc-en-ciel. [มีรุ้งกินนํ้าสวยๆ]
วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2551
พายุโซนร้อนที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย เดือน สิงหาคม-กันยายน
ทัน “Storm surge” มหันตภัยร้ายแห่งท้องทะเล
หากลองนึกภาพเหตุการณ์ภัยธรรมชาติครั้งร้ายแรงที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอดีต แน่นอนว่า ภาพของเหตุการณ์ไล่ตั้งแต่พายุแฮเรียต ในปี พ.ศ. 2505 ที่ซัดแหลมตะลุมพุก จังหวัดนครศรีธรรมราช จนราบเป็นหน้ากลอง ถัดมาในปี พ.ศ. 2532 มหาวิบัติพายุเกย์ ก็สร้างความเจ็บช้ำให้แก่ชาวบ้านหลายพื้นที่ใน จังหวัดชุมพร จนมาถึงช่วงปี พ.ศ. 2540 พายุลินดา ก็ซัดซ้ำรอยเดิมใน จังหวัดชุมพร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ จังหวัดเพชรบุรี
เหตุการณ์ทั้งหมดคงอยู่ในความทรงจำของคนไทยหลายคน กระทั่งล่าสุดในช่วงต้นปีที่ผ่านก็เกิดเหตุพิบัติภัยจากพายุนาร์กีสที่ถล่มประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า จนสร้างความเสียหายเกินคณานับ ซึ่งภาพเหตุการณ์ที่ไล่เรียงมานี้ หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าล้วนแล้วเกิดขึ้นจากความรุนแรงของพายุที่พัดเข้าหาชายฝั่งในลักษณะที่เรียกว่า “Storm surge”
Storm surge มหัตภัยร้ายเกินมองข้าม
นาวาเอก กตัญญู ศรีตังนันท์ ผู้บังคับหมวดเรืออุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ให้คำอธิบายว่า Storm surge คือ ปรากฏการณ์คลื่นที่เกิดขึ้นพร้อมกับพายุหมุนโซนร้อนที่ยกระดับน้ำทะเลให้สูงขึ้นกว่าปกติ อันเนื่องมาจากความกดอากาศต่ำที่ปกคลุม ณ บริเวณนั้น ซึ่งเวลาที่หย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนตัวผ่านไปพร้อมกับศูนย์กลางของพายุ ทำให้แรงกดนั้นยกระดับน้ำจนกลายเป็นโดมน้ำขึ้นมา โดยเคลื่อนตัวจากทะเลซัดเข้าหาชายฝั่ง
Storm surge มีความเหมือนหรือแตกต่างจาการการเกิดสึนามิ หรือไม่?
นาวาเอก กตัญญู ชี้แจงว่า สิ่งที่คล้ายกัน คือ รูปแบบการเคลื่อนตัวที่เป็นเหมือนคลื่นขนาดใหญ่แล้วพัดเข้าชายฝั่ง แต่ที่แตกต่างกัน คือ ลักษณะของการเกิด คือ สึนามิ เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ของแผ่นดินไหวใต้ทะเล ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนส่งผลให้เกิดคลื่นขนาดยักษ์ซัดเข้าชายฝั่ง แต่กับ Storm surge จะเกิดขึ้นโดยมีตัวแปรจากพายุ
ส่วนความเสียหายนั้น คิดว่า Storm surge จะเลวร้ายมากกว่า กล่าวคือ การเกิดสึนามิจะเกิดขึ้นวันไหนก็ได้ โดยท้องฟ้าอาจจะแจ่มใส อากาศเป็นปกติ เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วทางฝั่งอันดามันของไทย แต่หากเป็น Storm surge จะเกิดขึ้นพร้อมกับพายุ ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นวันที่ท้องฟ้าปั่นป่วน ไม่แจ่มใส สภาพอากาศเลวร้าย มีการก่อตัวของเมฆฝน ฝนตกอย่างหนัก ลมพัดแรง บริเวณชายฝั่งเกิดคลื่นโถมกระแทกอย่างหนัก คลื่นในทะเลสูง แต่เมื่อศูนย์กลางของพายุเคลื่อนเข้ามา ก็จะหอบเอาโดมน้ำขนาดใหญ่ซัดเข้ามาอีกครั้ง ดังนั้น ความเสียหายจึงเพิ่มเป็นทวีคูณ
เมื่อ Storm surge เกิดมาพร้อมกับพายุโซนร้อน เพราะฉะนั้นเมื่อพายุเข้ามา เราก็จะเห็นสัญญาณเตือนหลายอย่าง เช่น การเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา และจากการสังเกตลักษณะอากาศที่จะค่อยๆ เลวร้ายลง ทำให้เรารู้ตัวล่วงหน้าหลายวัน และสามารถหาทางอพยพได้ทัน แต่กับสึนามิอาจจะไม่รู้ได้เลย เพราะบางครั้งก็เกิดขึ้นในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส ไม่มีสัญญาณบอกเหตุร้ายแต่อย่างใด แต่ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ในช่วงหลายปีมานี้ก็เป็นอะไรที่คาดเดา พยากรณ์ได้ยากเช่นกัน ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการเกิดภาวะโลกร้อน ที่ทำให้สภาพอากาศในทุกมุมโลกเกิดความแปรปรวน และยิ่งทวีความรุนแรงของเหตุการณ์ขึ้น สิ่งนี้จึงเรื่องที่ต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด”
กรุงเทพฯ ไม่น่าห่วงเท่าชายฝั่งอ่าวไทย
นาวาเอก กตัญญู อธิบายต่อว่า เมื่อเป็นเช่นนี้หลายคนจึงตั้งคำถามว่าพื้นที่ของกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ชายฝั่ง แล้วจะได้รับผลกระทบที่เกิดจาก Storm surge หรือไม่นั้น ต้องบอกว่าถึงแม้พื้นที่เสี่ยงการเกิดพายุจะอยู่ในอ่าวไทย แต่บริเวณก้นอ่าว หรือบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา กลับไม่เคยพบการเกิดพายุหมุนโซนร้อนมาก่อน ที่พบก็จะมีแต่ปลายๆ ของหางพายุดีเปรสชัน ซึ่งก็ไม่ได้เกิดความรุนแรง แต่พื้นที่ที่น่าห่วง คือ ตลอดแนวพื้นที่ราบชายฝั่งอ่าวไทยตั้งแต่ จังหวัดชุมพรลงไป ซึ่งในอดีตพื้นที่เหล่านี้ ก็เคยเกิดพายุไต้ฝุ่นขนาดใหญ่ซัดถล่มมาแล้ว หากมองในพื้นที่บริเวณชายฝั่งของกรุงเทพฯ โอกาสที่จะเกิดน้อย เนื่องจากพื้นที่ของกทม. เป็นพื้นที่ที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน แต่หากว่าเกิดพายุพัดผ่านเข้ามาบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาจริงอิทธิพลจะเข้ามาถึงตัวเมืองแน่นอน โดยเฉพาะร่องแม่น้ำเจ้าพระยา ที่จะมีมวลน้ำทะลักเข้ามาไหลเอ่อท่วมพื้นที่ชั้นในกรุงเทพฯ
นาวาเอก กตัญญู บอกอีกว่า ทางฝั่งของทะเลอันดามันก็ยังพอเบาใจได้เนื่องจากการเกิดของ Storm surge จะเกิดขึ้นได้จากการเคลื่อนตัวของศูนย์กลางพายุเข้าหาชายฝั่ง แต่หากสังเกตเส้นทางการเคลื่อนตัวของพายุที่เกิดขึ้นในไทยนั้นจะเริ่มพัดขึ้นฝั่งอ่าวไทยแล้วพัดออกจากฝั่งทางอันดามันไปพม่า บังคลาเทศ อินเดีย ทำให้ฝั่งอันดามันเป็นการเคลื่อนตัวออกนอกชายฝั่ง ซึ่งจะไม่ได้รับผลกระทบจาก Storm surge เหมือนอ่าวไทย แต่ที่ไม่ควรมองข้ามคือหากพายุหมุนเกิดขึ้นภายในแผ่นดิน และบริเวณแหล่งน้ำภายในเช่น กว๊านพะเยา บึงบอระเพ็ด หากหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนผ่านแหล่งน้ำเหล่านั้น น้ำก็จะยกตัวขึ้นมาเหมือนเช่นที่เกิดขึ้นในทะเลและก็อาจทำให้เกิดคลื่นพัดเข้าสู่ฝั่งได้เช่นกัน
“ที่ผ่านมา หลายคนให้ความสนใจในการเฝ้าระวังสึนามิ เพราะยังเป็นของใหม่ในบ้านเรา แต่ความจริงแล้วภัยคุกคามที่แท้จริงคงหนีไม่พ้น Storm surge เพราะโอกาสที่จะเกิดพายุหมุนโซนร้อนที่พัดเข้าอ่าวไทยเกิดได้ถี่กว่า สึนามิหลายเท่า”
ปลูกป่าชายเลน แนวป้องกันชั้นยอด
ในส่วนของการเฝ้าระวัง และวิธีการเตรียมรับมือนั้น รศ.อัปสรสุดา ศิริพงษ์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า ระยะเสี่ยงการเกิดพายุจะอยู่ที่ 3 เดือนอันตราย เพราะจากสถิติการเกิดพายุหมุนโซนร้อนที่ขึ้นทางฝั่งอ่าวไทยนั้น เมื่อเริ่มเข้าสู่เดือนตุลาคม พายุจะก่อตัวทางตอนใต้ของปลายแหลมญวนทางเขมร และเมื่อถึงช่วงเดือนพฤศจิกายนพายุจะเคลื่อนลงจากแหลมญวนจนเคลื่อนสู่อ่าวไทย ไปตลอดจนถึงเดือนธันวาคมพายุจึงจะสลายไปในที่สุด
สำหรับในบ้านเรานั้นหลายคน กลัวว่า Storm surge จะเกิดผลกระทบต่อเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ แต่อยากให้อุ่นใจได้ว่า Storm surge คงเข้ามาไม่ถึง ที่ต้องระวังคือปัญหาเดิมๆ อย่างน้ำท่วม เพราะกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่รับน้ำ อีกทั้งภายในตัวเมืองชั้นในยังมีสิ่งปลูกสร้างสูงๆ ป้ายโฆษณาตามตึกต่างๆ ก็ควรระวังหากเกิดลมพายุรุนแรงเพราะจะพัดป้ายให้พัง และเกิดความเสียหายได้ จึงเป็นเรื่องที่ควรหาทางป้องกันอย่างเร่งด่วน
การเตรียมความพร้อม เพื่อรับมือกับ Storm surge นั้น อยากฝากให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยศึกษาลักษณะของการเกิด และความรุนแรงเพื่อที่จะได้หาทางหนีทีไล่ได้ทัน ซึ่งการหนีนั้นต้องมีหน่วยงานที่ร่วมทำแผนที่เสี่ยงภัย หากบริเวณไหนมีประชากรหนาแน่นบริเวณนั้นจะมีความเปราะบางมาก จึงต้องทำแผนที่ให้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเมือท่องเที่ยว
“ วิธีการป้องกันมีอยู่หลายแนวทาง ทั้งการสร้างกำแพงป้องกัน แต่ก็ไม่ควรนำมาใช้กับบ้านเรา และอาจจะเป็นการสูญเงินอย่างมหาศาล ทางออกที่ดีที่สุด คือ การช่วยกันรักษาป่าชายเลนตามแนวชายฝั่ง หรือปลูกป่าชายเลนเพิ่มในพื้นที่ชายฝั่งซึ่งจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ที่จะช่วยลดความรุนแรงได้ อีกทั้งควรกำหนดเป็นหลักสูตรในเรื่องของภัยพิบัติลงในแบบเรียน เพราะเป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังให้เด็กเกิดความตื่นตัว จึงต้องสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้น และต้องมีการซ้อมแผนเตือนภัยอยู่ตลอดเวลา เมื่อถึงคราวเกิดขึ้นจริง จะได้ช่วยลดความเสียหายจากชีวิตและทรัพย์สินได้ ”

Storm surge or tidal surge is an offshore rise of water associated with a low pressure weather system, typically a tropical cyclone. Storm surge is caused primarily by high winds pushing on the ocean's surface. The wind causes the water to pile up higher than the ordinary sea level. Low pressure at the center of a weather system also has a small secondary effect, as can the bathymetry of the body of water. It is this combined effect of low pressure and persistent wind over a shallow water body which is the most common cause of storm surge flooding problems. The term "storm surge" in casual (non-scientific) use is storm tide; that is, it refers to the rise of water associated with the storm, plus tide, wave run-up, and freshwater flooding. When referencing storm surge height, it is important to clarify the usage, as well as the reference point. National Hurricane Center tropical cyclone reports reference storm surge as water height above predicted astronomical tide level, and storm tide as water height above NGVD-29.
In areas where there is a significant difference between low tide and high tide, storm surges are particularly damaging when they occur at the time of a high tide. In these cases, this increases the difficulty of predicting the magnitude of a storm surge since it requires weather forecasts to be accurate to within a few hours. Storm surges can be produced by extratropical cyclones, such as the "Halloween Storm" of 1991 and the Storm of the Century (1993), but the most extreme storm surge events occur as a result of tropical cyclones. Factors that determine the surge heights for landfalling tropical cyclones include the speed, intensity, size of the radius of maximum winds (RMW), radius of the wind fields, angle of the track relative to the coastline, the physical characteristics of the coastline and the bathymetry of the water offshore. The SLOSH (Sea, Lake, and Overland Surges from Hurricanes) model is used to simulate surge from tropical cyclones.[1] The Galveston Hurricane of 1900, a Category 4 hurricane that struck Galveston, Texas, drove a devastating surge ashore; between 6,000 and 12,000 lives were lost, making it the deadliest natural disaster ever to impact the United States.[2] The second deadliest natural disaster in the United States was the storm surge from Lake Okeechobee in the 1928 Okeechobee Hurricane which swept across the Florida peninsula during the night of September 16. The lake surged over its southern bank, virtually wiping out the settlements on its south shore. The estimated death toll was over 2,500; many of the bodies were never recovered. Only two years earlier, a storm surge from the Great Miami Hurricane of September 1926 broke through the small earthen dike rimming the lake's western shore, killing 150 people at Moore Haven, Florida[3]. The storm surge that accompanied the New England Hurricane of 1938 killed as many as 700 people when it struck Long Island, New York and southeastern New England.

Storm surge or tidal surge is an offshore rise of water associated with a low pressure weather system, typically a tropical cyclone. Storm surge is caused primarily by high winds pushing on the ocean's surface. The wind causes the water to pile up higher than the ordinary sea level. Low pressure at the center of a weather system also has a small secondary effect, as can the bathymetry of the body of water. It is this combined effect of low pressure and persistent wind over a shallow water body which is the most common cause of storm surge flooding problems. The term "storm surge" in casual (non-scientific) use is storm tide; that is, it refers to the rise of water associated with the storm, plus tide, wave run-up, and freshwater flooding. When referencing storm surge height, it is important to clarify the usage, as well as the reference point. National Hurricane Center tropical cyclone reports reference storm surge as water height above predicted astronomical tide level, and storm tide as water height above NGVD-29.
In areas where there is a significant difference between low tide and high tide, storm surges are particularly damaging when they occur at the time of a high tide. In these cases, this increases the difficulty of predicting the magnitude of a storm surge since it requires weather forecasts to be accurate to within a few hours. Storm surges can be produced by extratropical cyclones, such as the "Halloween Storm" of 1991 and the Storm of the Century (1993), but the most extreme storm surge events occur as a result of tropical cyclones. Factors that determine the surge heights for landfalling tropical cyclones include the speed, intensity, size of the radius of maximum winds (RMW), radius of the wind fields, angle of the track relative to the coastline, the physical characteristics of the coastline and the bathymetry of the water offshore. The SLOSH (Sea, Lake, and Overland Surges from Hurricanes) model is used to simulate surge from tropical cyclones.[1] The Galveston Hurricane of 1900, a Category 4 hurricane that struck Galveston, Texas, drove a devastating surge ashore; between 6,000 and 12,000 lives were lost, making it the deadliest natural disaster ever to impact the United States.[2] The second deadliest natural disaster in the United States was the storm surge from Lake Okeechobee in the 1928 Okeechobee Hurricane which swept across the Florida peninsula during the night of September 16. The lake surged over its southern bank, virtually wiping out the settlements on its south shore. The estimated death toll was over 2,500; many of the bodies were never recovered. Only two years earlier, a storm surge from the Great Miami Hurricane of September 1926 broke through the small earthen dike rimming the lake's western shore, killing 150 people at Moore Haven, Florida[3]. The storm surge that accompanied the New England Hurricane of 1938 killed as many as 700 people when it struck Long Island, New York and southeastern New England.
วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

กำแพงเมืองจีน
กำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้นกว่า 2000 ปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิ์องค์แรกในประวัติศาสตร์จีน จุดประสงค์ก็เพื่อป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าทางตอนเหนือ โดยมีการก่อสร้างเพิ่มเติมโดยกษัตริย์องค์ต่อมาอีกหลายพระองค์ จนสำเร็จในที่สุด กำแพงเมืองจีนถือเป็นงานก่อสร้างที่มหัศจรรย์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเท่าที่เคยมีมา
มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกำแพงเมืองจีนที่หลายๆ คนยังไม่เคยทราบมาก่อน
1. เราไม่สามารถมองเห็นกำแพงเมืองจีนจากดวงจันทร์ ไม่มีสิ่งก่อสร้างที่สร้างโดยมนุษย์ แม้แต่อย่างเดียวที่สามารถมองเห็นจากดวงจันทร์ ในระดับ low Earth orbit เราสามารถมองเห็นกำแพงเมืองจีนโดยใช้ radar การมองเห็นกำแพงเมืองจีนเป็นไปได้ยากเนื่องจาก สีของกำแพงเมืองจีนจะกลืนไปกับสีของธรรมชาติ ก็คือสีของดิน หิน
2. กำแพงเมืองจีนไม่ใช่กำแพงยาวตลอด ความจริงแล้วกำแพงเมืองจีน ถูกสร้างขึ้นในหลายยุคหลายสมัยกินเวลานับพันปี โดยเป็นการเชื่อมต่อกำแพงแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน จนเป็นแนวทอดยาวหลายพันกิโลเมตร
3. กำแพงเมืองจีนเป็นเสมือนสุสานของผู้ก่อสร้าง มีการบันทึกไว้ว่า นักโทษจากสงครามและทาสกว่า 1 ล้านคนถูกใช้เป็นแรงงงานเพื่อก่อสร้างกำแพงเมืองจีน ซึ่งจำนวนมากเสียชีวิตลงเนื่องจากความเหน็ดเหนื่อย และความหิวโหย ซึ่งศพผู้เสียชีวิตก็จะถูกฝังอยู่ข้างใต้กำแพงนั่นเอง นานนับศตวรรษแล้ว ที่กำแพงเมืองจีนได้ชื่อว่าเป็นสุสานที่มีความยาวที่สุดในโลก เป็นที่กล่าวขานกันว่าทุกๆ หนึ่งฟุตของกำแพงเมืองจีนก็คือหนึ่งชีวิตของผู้ก่อสร้างกำแพง
4. ความยาวของกำแพงเมืองจีน จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครทราบความยาวที่แท้จริงของกำแพงเมืองจีน ในภาษาจีน จะเรียกกำแพงเมืองจีนว่า "กำแพงยาวหมื่นลี้" (หนึ่งลี้มีความยาวประมาณ 1/3 ไมล์) โดยคร่าวๆ กำแพงเมืองจีนมีความยาวประมาณ 4 พันไมล์ หรือ 6,350 กิโลเมตร ทอดผ่านทุ่งหญ้า ทะเลทราย และเทือกเขาสูง ความสูงของกำแพงคือ 7 เมตร และกว้าง 5 เมตร
5. การก่อสร้างกำแพงเมืองจีน ช่วยป้องกันการรุกรานได้หรือไม่ การเข้าครองอำนาจของมองโกล และแมนจู ทั้งสองครั้งเกิดขึ้นจากความอ่อนแอ ของราชวงศ์ที่ปกครองประเทศจีนในขณะนั้นๆ พวกเขาใช้โอกาสในขณะที่เกิดกบฏภายใน เข้ายึดครองประเทศจีน โดยมีการต่อต้านที่น้อยมาก
6. กำแพงเมืองจีนไม่ได้เป็นแค่กำแพง ทุกๆ 300 ถึง 500 หลา จะมีฐานบัญชาการเพื่อใช้สับเปลี่ยนเวรยามและใช้เป็นจุดสังเกตการณ์ี้ยังมีหอสังเกตการณ์กว่า 1 หมื่นแห่ง
7. กำแพงเมืองจีนเป็นเส้นทางคมนาคม ในระยะแรก ประโยชน์ของกำแพงเมืองจีนก็คือ มันช่วยให้การคมนาคมและขนส่งในเส้นทางทุรกันดาร เช่นตามเทือกเขาเป็นไปอย่างสะดวกยิ่งขึ้น
8. กำแพงเมืองจีนสร้างขึ้นโดยใช้อะไรเป็นส่วนประกอบ ก่อนที่จะมีการใช้อิฐในการก่อสร้าง กำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้น โดยใช้หิน ดิน และไม้ บางครั้งมีการแพ็คดินไว้ระหว่างไม้แผ่นใหญ่ และมัดไว้ด้วยกันโดยเสื่อทอ บริเวณใกล้กรุงปักกิ่ง กำแพงเมืองจีนถูกสร้างโดยใช้หินอ่อน ในบางสถานที่กำแพงถูกสร้างโดยใช้หินแกรนิต บางแห่งก็ใช้ดินเผา ทางตะวันตกของจีน กำแพงถูกสร้างโดยใช้โคลน ทำให้ชำรุดได้ง่ายกว่า กำแพงเมืองจีนที่เราเห็นกันทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ถูกสร้างในราชวงศ์หมิง โดยใช้วัตถุที่ทนทานกว่าเช่นหิน
9. สภาพของกำแพงเมืองจีนในขณะนี้ รายงานผลการสำรวจของนักอนุรักษ์เมื่อปี 2004 กล่าวว่า ขณะนี้ กำแพงเมืองจีนที่ยาว 6,350 กิโลเมตร เหลือให้เห็นเพียง 1/3 เท่านั้น และกำลังสั้นลงเรื่อยๆ ปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากการขาดการดูแลและอนุรักษ์ โดยเฉพาะจากชาวไร่ชาวนาซึ่งอาศัยอยู่ใกล้กำแพงเมืองจีน ไม่สนใจ ประกาศของรัฐบาลที่กำหนดให้กำแพงเมืองจีนเป็นสมบัติของชาติ
วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนผาเป้ยตาดีของเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งเป็นเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ตั้งอยู่ที่ละติจูดที่ 104 องศาตะวันออก 41 ลิปดา เดิมอยู่ในเขตหมู่บ้านภูมิซร็อล (แปลว่า บ้านต้นสน) ตำบลบึงมะลู (ปัจจุบันขึ้นกับตำบลเสาธงชัย) อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ประเทศไทย ห่างจากจังหวัดศรีสะเกษ 110 กิโลเมตร หลังจากคำพิพากษาของศาลโลกในปี พ.ศ. 2505 แล้ว ปราสาทพระวิหารอยู่ในบ้านสวายจรุม ตำบลก็อนตวต อำเภอจอมกระสานต์ จังหวัดพระวิหาร ประเทศกัมพูชา ปราสาทตั้งอยู่ห่างจากปราสาทนครวัดในเมืองพระนคร 280 กิโลเมตร และห่างจากกรุงพนมเปญ 296 กิโลมตร[7]
ปราสาทพระวิหารมีความยาว 800 เมตร ตามแนวเหนือใต้ และส่วนใหญ่เป็นทางเข้ายาว และบันไดสูงถึงยอดเขา จนถึงส่วนปราสาทประธาน ซึ่งอยู่ที่ยอดเขาทางใต้สุดของปราสาท (สูง 120 เมตรจากปลายตอนเหนือสุดของปราสาท, 525 เมตรจากพื้นราบของกัมพูชา และ 657 เมตรจากระดับน้ำทะเล[8]) แต่โครงสร้างปราสาทแห่งนี้ก็ยังแตกต่างอย่างมากจาก สถาปัตยกรรมปราสาทหินของหินโดยทั่วไปที่พบในพระนคร เพื่อจำลองเขาพระสุเมรุ อันเป็นที่ประทับของเทพเจ้า ตามคติความเชื่อของฮินดู
ทางเข้าสู่ปราสาทประธานนั้น มีโคปุระ (ซุ้มประตู[1]) คั่นอยู่ 5 ชั้น (ปกติจะนับจากชั้นในออกมา ดังนั้นโคปุระชั้นที่ 5 จึงเป็นส่วนที่ผู้เข้าชมจะพบเป็นส่วนแรก) โคปุระแต่ละชั้นก่อนถึงลานด้านหน้า จะผ่านบันไดหลายขั้น โคปุระแต่ละชั้นจึงเปลี่ยนระดับความสูงทีละช่วง นอกจากนี้โคปะรุยังบังมิให้ผู้ชมเห็นส่วนถัดไปของปราสาท จนกว่าจะผ่านทะลุแต่ละช่วงไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถแลเห็นโครงสร้างปราสาททั้งหมดจากมุมใดมุมหนึ่งได้
สถาปัตยกรรม
ทับหลังสลักภาพพระกฤษณะกำลังรบกับอรชุน ที่โคปุระแห่งที่ 3ปราสาทพระวิหาร มีลักษณะเป็นแบบศิลปะบันทายศรี ลักษณะบางส่วนคล้ายคลึงกับพระวิหารของปราสาทนครวัด รูปรอยแกะสลักบนปราสาทสันนิษฐานได้ว่าเป็นศาสนสถานของศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย มีพระศิวะหรือพระอิศวรเป็นเทพสูงสุดของศาสนา เชื่อกันว่าสร้างขึ้นเพื่อถวายพระศิวะที่ทรงประทับบนยอดเขาไกรลาส ซึ่งเป็นยอดเขาสูงสุดของเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางจักรวาลปราสาทพระวิหารจึงสร้างบนหน้าผาเป้ยตาดี หากมองจากข้างล่างผาจะเห็นตัวปราสาทเหมือนวิมานสวรรค์ลอยอยู่บนฟ้า[7]
ปราสาทประกอบด้วยสถาปัตยกรรมต่าง ๆ มากมาย ได้แก่ ปราสาทประธาน ระเบียงคด โคปุระ อาคารรูปกากบาท วิหาร บรรณาลัย และบันไดนาคพร้อมทางเดิน
ปราสาทพระวิหารมีลักษณะแผนผังที่ใช้แกนเป็นหลัก โดยจัดวางผังหันไปทางทิศเหนือ ซึ่งแตกต่างจากปราสาทอื่นๆ ซึ่งตามปกติมักจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก อันเนื่องจากภูมิศาสตร์เป็นเครื่องกำหนดแล้ว ก็น่าจะเกิดจากปัจจัยอื่นบางประการที่แสดงถึงความสัมพันธ์กับดินแดนเขมรสูงในอดีต ตัวปราสาทประธานเป็นจุดศูนย์กลางล้อมรอบด้วยระเบียงคดทั้งสี่ด้าน ปราศจากบรรณาลัยขนาบเบื้องหน้า การวางผังที่กำหนดตำแหน่งอาคารมีความสมบูรณ์ลงตัวตั้งแต่แรกเริ่มของการก่อสร้าง โดยไม่มีการแก้ไขต่อเติมบริเวณลานชั้นในภายหลัง วัสดุตัวปราสาทสร้างด้วยหินทรายและหินดาน โดยเทคนิคการก่อสร้างทำโดยนำก้อนศิลาทรายซึ่งตัดเป็นแท่งสี่เหลี่ยมขนาดไล่เลี่ยกันวางซ้อนกันขึ้นไปตามรูปผังที่กำหนดไว้ โดยอาศัยน้ำหนักของแท่งศิลาทรายแต่ละก้อนกดทับกันเพียงอย่างเดียว มีส่วนยึดจะใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น
วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2551
OPEC
กลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก เป็นองค์การนานาชาติ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อความร่วมมือทางด้านนโยบายน้ำมัน และช่วยเหลือด้านเทคนิคและเศรษฐกิจแก่ประเทศสมาชิก
ประวัติการก่อตั้ง
โอเปค จัดตั้งขึ้นเมื่อเดือน มกราคม พ.ศ.2503 โดยประเทศอิหร่าน อิรัก คูเวต ซาอุดิอาระเบีย และเวเนซุเอลา ต่อมามีสมาชิกเพิ่มอีก 8 ประเทศ ได้แก่ กาตาร์ อินโดนีเซีย ลิเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แอลจีเรีย ไนจีเรีย เอกวาดอร์ และกาบอง รวมมีสมาชิก 13 ประเทศ ต่อมาเอกวาดอร์ลาออก เมื่อ พ.ศ.2535 และกาบองลาออก เมื่อ พ.ศ.2538 ปัจจุบัน จึงเหลือสมาชิกเพียง 11 ประเทศ โอเปคเดิมมีสำนักงานใหญ่ อยู่มีนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต่อมา พ.ศ.2508 ได้ย้ายไปอยู่ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย
วัตถุประสงค์ในการก่อตั้ง
ในระยะเริ่มต้นของการก่อตั้งกลุ่มโอเปค การขุดเจาะน้ำมันในประเทศสมาชิกต่างเป็นการลงทุนและดำเนินการโดยบริษัทน้ำมันต่างชาติ ประเทศเจ้าของบ่อน้ำมันได้รับค่าภาคหลวงตอบแทน ซึ่งเป็นผลประโยชน์ส่วนน้อย การร่วมมือของกลุ่มโอเปคในช่วงนี้ จึงมีจุดมุ่งหมายสำคัญ 3 ประการ คือ
1. เพื่อเจรจากับบริษัทน้ำมันผู้ได้รับสัมปทานในการตั้งกองทุนน้ำมันดับให้เท่ากันทุกประเทศ
2. เพื่อนำราคาน้ำมันดิบที่เป็นผลมาจากการเจรจาใช้เป็นฐานในการคำนวณเป็นรายได้ของประเทศ
3. เพื่อเป็นอำนาจต่อรองในการยึดครองหรือโอนกิจการน้ำมันเป็นของรัฐต่อไป
กลุ่มโอเปคได้ดำเนินงานไปตาวัตถุประสงค์จนได้ผลเป็นที่น่าพอใจและต่อมาเมื่อมีสามชิกเพิ่มขึ้นอีก 8 ประเทศ ทำให้มีอำนาจต่อรองมากขึ้นและขยายวัตถุประสงค์เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศสมาชิกมากขึ้นคือ
1. เพื่อปกป้องราคาน้ำมันตกต่ำและเจรจาขายน้ำมันดับในเงือนไขที่ดี
2. เพื่อเก็บภาษีเงินได้จากบริษัทน้ำมันผู้ผลิตน้ำมันในอัตราที่สูงขึ้น
3. เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการประกาศเพิ่มราคาน้ำมัน
ผลการปฏิบัติงาน
ในปัจจุบันโอเปคเป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีอิทธิพลสูงมากทั้งต่อระบบเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ เพราะมนุษย์จำเป็นต้องใช้พลังงานที่มาจากน้ำมัน แต่ด้วยเหตุที่ประเทศสมาชิกของกลุ่มโอเปคมีสภาพเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมวัฒนธรรมแตกต่างกัน ทั้งยังมีปริมาณน้ำมันสำรองไม่เท่ากันด้วย การกำหนดราคาและโควตาการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปคในระยะหลังมานี้ มักไม่มีเอกภาพ กล่าวคือประเทศคูเวค กาตาร์ ซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ต่างเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันสำรองอยู่มาก และมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สามารถปฏิบัติตามมติของโอเปคได้ แต่ประเทศอิหร่านแม้มีปริมาณน้ำมันสำรองอยู่มาก แต่หลังสงครามกับอิรักแล้วต้องลอบผลิตน้ำมันออกจำหน่ายเกินโควตาที่โอเปคให้ไว้ เพื่อนำเงินมาฟื้นฟูบูรณะประทศ
ประเทศอิรัก มีแหล่งน้ำมันสำรองมากประเทศหนึ่ง แต่ได้รับความเสียหายจากสงครามกับอิหร่านและพ่ายแพ้สงครามในการปิดล้อมคูเวต ซึ่งสหประชาชาติได้ออกมาตรการต่างๆ มากำหนด ทำให้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันได้อย่างจำกัด ส่วนประเทศไนจีเรียมีปริมาณน้ำมันสำรองน้อย เป็นประเทศยากจน และมีจำนวนประชากรมาก จึงต้องผลิตน้ำมันเกิดโควตาและจำหน่ายในราคาที่ต่ำกว่าที่โอเปคกำหนด
กิจกรรมสำคัญที่โอเปคดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ.2516 เป็นต้นมา คือ การปรับราคาน้ำมันดิบ ซึ่งได้กระทำหลายครั้ง จนราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเพิ่มขึ้นมาก ทำให้ประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออกเหล่านี้มีฐานะมั่งคั่งร่ำรวยขึ้น และได้นำเงินตราเหล่านี้ไปใช้เสริมสร้างความมั่นคงและพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ เช่น การซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อป้องกันประเทศ การสร้างโรงกลั่นน้ำมันเพื่อการส่งออก การส่งเสริมอุตสาหกรรมปิโตรเลียม การให้สวัสดิการและยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชน เป็นต้น
นอกจากนี้ สมาชิกของกลุ่มโอเปคยังได้จัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศอาหรับที่มิได้เป็นสมาชิกของโอเปค และประเทศอื่นที่ประชากรบางส่วนนับถือศาสนาอิสลาม
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศโอเปค ส่วนใหญ่เป็นการติดต่อค้าขายน้ำมันและด้านแรงงานที่ไทยส่งไปยังประเทศเหล่านี้ ส่วนการติดต่อกันในด้านอื่นๆ นับว่ามีน้อยมาก พอสรุปได้ดังนี้
1. ทางด้านกาค้า ไทยยังมีการค้าขายกับกลุ่มโอเปค โดยการนำเข้าน้ำมันดิบจากประเทศเหล่านี้ โดยเฉพาะประเทศโอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดิอาระเบีย และสินค้าออกที่สำคัญของไทยที่ส่งไปยังกลุ่มโอเปค ได้แก่ ข้าวโพด ข้าว เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย และเครื่องหนัง
2. ทางด้านแรงงาน เป็นเรื่องที่สำคัญและน่าสนใจ เพราะไทยได้จัดส่งแรงงานเข้าไปทำงานในประเทศกลุ่มโอเปคเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นที่ทางรัฐบาลไทยต้องติดตามและให้ความคุ้มครองช่วยเหลือ ประเทศกลุ่มโอเปคที่คนงานไทยไปทำงานมากในปัจจุบัน คือ ลิเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และคูเวต ทางด้านประเทศอิรัก ซึ่งเคยมีคนงานไทยไปทำงานกันมาก แต่หลังสงครามอ่าวเปอร์เซียแล้วมีจำนวนคนงานไทยลดลง
3. ด้านการเมือง เป็นความสัมพันธ์ทางด้านการทูตและการเยี่ยมเยือนเพื่อกระชับความสัมพันธไมตรีของผู้นำประเทศ
4. อื่นๆ กลุ่มโอเปคได้ให้ความช่วยเหลือในเรื่องเงินกู้ ส่วนไทยก็ได้ให้ความสะดวกแก่ประเทศเหล่านี้โดยการให้นักวิชาการมาศึกษาดูงานในไทย โดยเฉพาะทางด้านการเกษตร
วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2551
ระบบนิเวศทะเล
ระบบนิเวศนี้ประกอบด้วยชายฝั่งทะเลซึ่งมีทั้งหาดชายและหาดหิน ชาย
หาดเป็นบริเวณที่ถูกนํ้าทะเลซัดขึ้นมาตลอดเวลา พื้นที่ผิวของหาดทรายและ
หาดหินจะเปียกและแห้งสลับกันในช่วงวันหนึ่งๆ ที่เป็นเวลานํ้าขึ้นนํ้าลง ทำให้
อุณหภูมิหนึ่งๆ ของบริเวณดังกล่าวแตกต่างกันไปด้วย นอกจากนี้นํ้าทะเลมี
สารประกอบพวกเกลือละลายอยู่หลายชนิด สัตว์ที่อาศัยอยู่ในทะเลจึงต้องมี
การปรับสภาพทางสรีระสำหรับการดำรงชีพอยู่ในนํ้าเค็มด้วย
จากฝั่งทะเลออกไปจะเป็นบริเวณไหล่ทวีป ทะเล และมหาสมุทร ซึ่ง
เป็นแหล่งที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก นับเป็นแหล่งอาหารแหล่ง
ใหญ่ที่สุดของสิ่งมีชีวิต ประกอบด้วย แพลงก์ตอนพืช แพลงก์ตอนสัตว์นานา
ชนิด หญ้าทะเล สาหร่ายทะเล ที่สัตว์นํ้าพวกกุ้ง หอย ปู ปลา พะยูน ปลา
วาฬ โลมา และอื่นๆ อาศัยเป็นอาหารในการเจริญเติบโต
วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2551
Sanam Chandra Palace This palace, located 2 kms. west of Phra Pathom Chedi, was constructed by the command of King Rama VI in the year 1907 when he was the Crown Prince. The compound occupies an area of 355 acres and houses a group of throne halls and pavilions with an elegant and unusual mixture of classical French, English Tudor and traditional Thai architecture. Most buildings are now used as government offices. The two buildings opened as attractions are Phra Tamnak Chali Mongkhon At, a Western style building with a statue of "Ya-Le" - the king's pet dog and Phra Tamnak Mari Ratchabanlang where King Rama VI's personal utensils, royal photographs, and writings are exhibited.
วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
วันอังคารที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
-L'OMC = L'Organisation Mondiale du Commerce = องค์การการค้าโลก
- se réunir (v.) = ประชุมกัน / réunion (n.f.) = การประชุม
- pays du Nord = ประเทศร่ำรวย / pays du Sud = ประเทศยากจน
- un accord (n.m.) = ข้อตกลง
- loi (n.f.) = กฎหมาย, กฎ, ระเบียบ
- triche (n.f.) = การโกง / tricher (v.) = โกง / tricheur (adj. et n.) = ที่โกง, คนโกง
- avantage (n.m.) = ประโยชน์, ข้อดี
- juste (adj.) = ยุติธรรม
- faire appel à = ร้องเรียนต่อ...
- s'occuper de = ดูแล, เป็นธุระ
- avoir accès à = เข้าถึง
- baisser (v.) = ลดลง /baisse (n.f.) = การลดลง
- droit de douane (n.m.) = กำแพงภาษี
- avoir droit à = มีสิทธ์ใน
- également = aussi = ด้วยเหมือนกัน
- subventionner (v.) = ให้เงินอุดหนุน / subvention (n.f.) = การให้เงินอุดหนุน
- Il s'agit de = เกี่ยวกับ, เป็นเรื่องเกี่ยวกับ...
- produit agricole = ผลิตภัณท์ทางการเกษตร
- paysan, paysanne (n.) = ชาวนา, ชาวไร่
- concurrence (n.f.) = การแข่งขันกัน / concurrent (n.m.) = คู่แข่ง
- déloyal (adj.) = ที่ไม่ซื่อสัตย์, ที่ไม่ซื่อตรง # loyal (adj.) = ซื่อสัตย์, ทีซื่อตรง
- domaine (n.m.) = ขอบเขต, ด้าน
- négociation (n.f.) = การเจรจา / négocier (v.) = เจรจา / négociateur (n.m.) = ผู้เจรจา
- résumer (v.) = สรุป, ย่อ
- troc (n.m.) = การแลกเปลี่ยน, การแลกเปลี่ยน(สินค้ากัน)
- sans doute = peut-être = บางที, อาจจะ
- poursuivre (v.) = ดำเนินต่อไป, ติดตามไป
- 24 heures sur 24 = ตลอด24ชั่วโมง
- de jour comme de nuit = ในตอนกลางวันเช่นเดียวกับในตอนกลางคืน
- vraisemblable (adj.) = น่าจะเป็น, น่าจะเป็นไปได้, น่าเชื่อ
- conférence (n.f.) = การประชุม
- s'en tenir à qqch (v.) = ไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติมไปกว่าเดิม, ไม่มีอะไรมากไปกว่า...
- un paquet-dévéloppement = มาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมในอันที่จะช่วยให้ประเทศยากจนกว่าได้ค้าขายและส่งออกได้มากขึ้น
- mesure (n.f.) = มาตรการ
- concret, concrète (adj.) = ที่เป็นรูปธรรม
- commercer (v.) = ทำการค้า
- davantage (adv.) = มากขึ้น, มากกว่า
- aborder une question (v.) = หยิบยกปัญหาขึ้นมาศึกษาและพิจารณา
- global (adj.) = โดยรวมๆ
วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

La biodiversité en danger
biodiversité (n.f.) = ความหลากหลายทางชีวภาพ [bio_ = เกี่ยวกับชีวะ / diversité = ความหลากหลาย]
- fait (n.f.) = เหตุการณ์ / du fait que = ด้วยเหตุที่...
- soit (subjonc. du verbe être)
- espèce (n.f.) = ชนิด, พันธุ์
- multiple (adj.) = หลากหลาย
- côte à côte (loc. adverbiale) = ที่อยู่ข้างๆกัน, เคียงข้างกัน
- les uns(les unes) les autres (loc. pronominale) = ซึ่งกันและกัน
- perdurer (v.) = คงอยู่ต่อไป, มีอยู่ต่อไป
- publier (v.) = พิมพ์, พิมเผยแพร่
- rapport (n.m.) = รายงาน
- alerter (v.) = เตือนภัย / alerte (n.f.) = การเตือนภัย
- chiffre (n.m.) = ตัวเลข
- menacer (v.) = ข่มขู่, คุกคาม
- parmi (prép.) = ท่ามกลาง, ในบรรดา
- fragile (adj.) = เปราะบาง / fragilité (n.f.à = ความเปราะบาง
- faire son entrée = เข้า, เข้ามา
- liste rouge = บัญชีแดง [บัญชีรายชื่อที่แสดงถึงสิ่งที่อยู่ในสภาวะอันตรายหรือวิกฤติ]
- victime (n.f.) = เหยื่อ, ผู้เคราะห์ร้าย
- réchauffement (n.m.) = การทำให้ร้อนขึ้น, การที่อากาศของโลกร้อนขึ้น
- climatique (adj.) = เกี่ยวกับสภาพอากาศ / climat (n.m.) = สภาพอากาศ / climatiser (v.) = ปรับสภาพอากาศ / clmatisation (n.f.) = การปรับสภาพอากาศ / climatiseur (n.m.) = เครื่องปรับอากาศ
- banquise (n.f.) = ก้อนน้ำแข็ง, แผ่นน้ำแข็ง
- fondre (v. / p.p. = fondu) = ละลาย, หลอมละลาย / fonte (n.f.) = การละลาย, การหลอมละลาย
- énorme (adj.) มหึมา, ใหญ่โต / énormément (adv.) = อย่างมากมาย
- bloc de glace (n.f.) = ภูเขาน้ำแข็ง
- provoquer (v.) = ก่อให้เกิด
- désormais = (adv.) = นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
- en voie de disparition = กำลังจะสูญพันธุ์ [voie (n.f.) = ช่องทาง,ลู่วิ่ง : Le train en provenance de Chiangmaï entre en gare, voie 4 = รถไฟที่มาจากเชียงใหม่เข้าสู่สถานีที่ช่องทางที่ 4 / Les pays en voie de développement = ประเทศกำลังพัฒนา]
- se dérouler (v.) = เกิดขึ้น, ดำเนินไป / déroulement (n.m.) การดำเนินไปของเหตุการณ์
- posséder (v.) = เป็นเจ้าของ / possession (n.f.) = การเป็นเจ้าของ / possesseur (n.m.) = ผู้เป็นเจ้าของ / possessif (adj.) = ที่เป็นเจ้าของ
- soit 30 000 animaux (conjonction) = หมายความว่า สัตว์ 30 000 ตัว [= c'est-à-dire... = คือว่า, หมายความว่า...]
- braconnier (n.m.) = ผูลักลอบ(ล่าเนื้อ, ล่าสัตว์)
- chasseur (n.m.) = ผู้ล่า, นักล่า, ผู้ขับไล่ / chasser (v.) = ไล่, ขับไล่, ไล่ล่า / chasse (n.f.) = การไล่, การขับไล่, การไล่ล่า / un avion de chasse = เครื่องบินขับไล่ / aller à la chasse = ไปล่าสัตว์ [aller à la pêche = ไปตกปลา]
- tuer (v.) = ฆ่า / tueur (n.m.) = นักฆ่า / tuerie (n.f.) = การฆ่า
- illégal, illégale, illégaux (adj.) = ที่ผิดกฎหมาย # légal, légale, légaux (adj.) = ที่ถูกกฎหมาย / illégalement (adv.) = อย่างผิดกฎหมาย # légalement (adv.) = อย่างถูกต้องตามกฎหมาย / illégalité (n.f.) = การผิดกฎหมาย # légalité การถูกต้องตามกฎหมาย
- ivoire (n.m.) = งาช้าง
- responsable (adj.) = ที่รับผิดชอบ # irresponsable (adj.) = ที่ไม่รับผิดชอบ / responsabilité (n.f.) = ความรับผิดชอบ # irresponsabilité (n.f.) = ความไม่รับผิดชอบ
- désastre (n.m.) = ภัยพิบัติ, ความหายนะ / désastreux (adj.) = ที่เป็นความหายนะ
- préconiser (v.) = แนะนำ, เรียกร้องให้...
- prendre conscience (v.) = ตระหนักถึง / prise (n.f. du verbe "prendre")
- collectif, collective (adj.) = ที่รวมกัน, ที่สมทบกัน / collectivement (adv.) = ร่วมกัน, ด้วยกัน : Les élèves ont préparé collectivement la fête de l'école.
- sauvegarde (n.f.) = การปกปักรักษา / sauvegarder (v.) = ป้องกัน, พิทักษ์รักษา
วันเสาร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

พายุหมุน (Cyclonic Storm) เป็นพายุที่มีขนาดใหญ่ เริ่มก่อตัวและมีกำลังแรงขึ้นจากบริเวณศูนย์กลางความกดอากาศต่ำ ลมพัดเวียนเข้าหาศูนย์กลางบริเวณซีกโลกเหนือ เป็นลมพัดเวียนเข้าหาศูนย์กลางในลักษณะทวนเข็มนาฬิกา ส่วนบริเวณซีกโลกใต้ เป็นลมพัดเวียนเข้าหาศูนย์กลางในลักษณะตามเข็มนาฬิกา บริเวณใกล้ศูนย์กลางลมจะหมุนเกือบเป็นวงกลมและมีความเร็วสูงสุดความกดอากาศของปรอทในบารอมิเตอร์ บริเวณกลางของพายุจะอยู่ราว 965 มิลลิบาร์ (28.5 นิ้ว หรือ 72.4 เซนติเมตร) พายุโดยรอบจะหมุนด้วยความเร็วสูง มีความเร็วตั้งแต่ 75 - 125 ไมล์ (120 - 200 กิโลเมตร) ต่อชั่วโมง บริเวณศูนย์กลางพายุหมุนมีลักษณะคล้ายกับตาเป็นวงกลม เรียกว่า "ตาพายุ" (Central Eye) หรือในทางวิชาการ เรียกว่า Vortex โดยทั่วไปมีศูนย์กลาง 15-60 กิโลเมตร เครื่องบินสามารถบินเข้าไปในตาพายุ เพื่อทำการตรวจอากาศได้ แต่จะต้องผจญภัยกับกระแสลมแรงมาก ฝนตกหนัก ในปัจจุบันการตรวจอากาศจะใช้ภาพถ่ายเมฆจากดาวเทียมที่มีประสิทธิภาพสามารถตรวจอากาศแทนเครื่องบินได้
การแบ่งประเภทของพายุหมุนตามลักษณะและแหล่งกำเนิด สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ
1. พายุหมุนเขตร้อน (Tropical Cyclone) เป็นพายุที่มีแหล่งกำเนิดบริเวณน่านน้ำ ในเขตละติจูดต่ำ
2. พายุหมุนนอกเขตร้อน (Extratopical Cyclone) เป็นพายุที่มีแหล่งกำเนิดบริเวณละติจูดและละติจูดสูง
3. พายุหมุนทอร์นาโด (Tornado) เป็นพายุหมุนที่มีขนาดเล็กที่สุด แต่มีความรุนแรงมากที่สุด ทำความเสียหายในบริเวณแคบกว่า ทั้งบริเวณพื้นดินและพื้นน้ำ พายุประเภทนี้ถ้าเกิดบริเวณเหนือพื้นน้ำเรียกว่า นาคเล่นน้ำ (Waterspout)
วันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

พายุทอร์นาโด (Tornadoes)
ในบรรดาพายุร้ายแล้วพายุทอร์นาโดเป็นพายุที่ร้ายแรงชนิดหนึ่งเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วจะทำลายเคหสถานบ้านช่อง ตึก สะพาน ต้นไม้ เรือ และแม้กระทั่งรถไฟให้พินาศเสียหายได้ ชีวิตของคนจำนวนหมื่นและทรัพย์สินจำนวนล้าน เคยถูกพายุนั้กระหน่ำทำลายมาแล้วมากต่อมาก พายุร้ายนี้เกิดขึ้นเป็นประจำในบริเวณลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ ทวีปอเมริกาเหนือ และบริเวณฝั่งตะวันออกของทวีปอเมริกาเหนือ ด้านมหาสมุทรอัตลันติค
คำว่า"ทอร์นาโด" เป็นคำเสปญ แปลว่า หมุนเป็นเกลียว เพราะพายุนี้เป็นพายุหมุนมีเส้นผ่าศูนย์กลางของการหมุนแคบ ๆ แต่มีอัตราเร็วของการหมุนถึงชั่วโมงละ 300-500ไมล์ ความเร็วของการหมุนนี้ ถ้าผ่านไปในมหาสมุทรหรือลำแม่น้ำจะหอบเอาน้ำขึ้นเป็นลำไปในอากาศเกิดคลื่นลมร้ายแรงสามารถยกเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ขึ้นไปติดอยู่บนฝั่งลึก
เข้าไปได้เป็นไมล์ ๆ ถ้าผ่านไปบนบกก็จะทำลายสิ่งกีดขวางทางเดินแหลกลาญไปตลอดระยะทางการเคลื่อนที่ของพายุนี้ มีอัตราความเร็วราว 50 ไมล์ ถึง 100 ไมล์ต่อชั่วโมง
สาเหตุที่ทำให้เกิดพายุทอร์นาโดนี้ เนื่องมาจากการเกิดกลุ่มของอากาศที่เย็นกว่าลอยผ่านเข้าไปใต้กลุ่มของอากาศที่อบอุ่นกว่า จึงทำให้เกิดกการถ่ายเทอากาศหมุนเวียนกันขึ้นในเขตจำกัดและเป็นไปได้โดยรวดเร็วใกล้ ๆ จุดศูนย์กลางจะมีกระแสลมหมุนเร็วที่สุดจนทำให้เกิดลำอากาศเป็นเกลียวตั้งสูงขึ้นไปใน
ท้องฟ้า ถัดออกมาทางขอบนอกอัตราเร็วของการหมุนค่อย ๆ ช้าลง แต่กระนั้นก็ตามที่ขอบนอกของมันก็มีความแรงพอที่จะพัดเอาบ้านทั้งหลังให้พังไปได้อย่างง่ายดาย
ลมหมุนประเภทนี้ถ้าเกิดในเขตทะเลจีนทางด้านเอเซียตะวันออก เรียกว่า ลมใต้ฝุ่น นับเป็นภัยธรรมชาติที่น่ากลัวมากอย่างหนึ่ง

พายุทอร์นาโด (Tornadoes)
ในบรรดาพายุร้ายแล้วพายุทอร์นาโดเป็นพายุที่ร้ายแรงชนิดหนึ่งเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วจะทำลายเคหสถานบ้านช่อง ตึก สะพาน ต้นไม้ เรือ และแม้กระทั่งรถไฟให้พินาศเสียหายได้ ชีวิตของคนจำนวนหมื่นและทรัพย์สินจำนวนล้าน เคยถูกพายุนั้กระหน่ำทำลายมาแล้วมากต่อมาก พายุร้ายนี้เกิดขึ้นเป็นประจำในบริเวณลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ ทวีปอเมริกาเหนือ และบริเวณฝั่งตะวันออกของทวีปอเมริกาเหนือ ด้านมหาสมุทรอัตลันติค
คำว่า"ทอร์นาโด" เป็นคำเสปญ แปลว่า หมุนเป็นเกลียว เพราะพายุนี้เป็นพายุหมุนมีเส้นผ่าศูนย์กลางของการหมุนแคบ ๆ แต่มีอัตราเร็วของการหมุนถึงชั่วโมงละ 300-500ไมล์ ความเร็วของการหมุนนี้ ถ้าผ่านไปในมหาสมุทรหรือลำแม่น้ำจะหอบเอาน้ำขึ้นเป็นลำไปในอากาศเกิดคลื่นลมร้ายแรงสามารถยกเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ขึ้นไปติดอยู่บนฝั่งลึก
เข้าไปได้เป็นไมล์ ๆ ถ้าผ่านไปบนบกก็จะทำลายสิ่งกีดขวางทางเดินแหลกลาญไปตลอดระยะทางการเคลื่อนที่ของพายุนี้ มีอัตราความเร็วราว 50 ไมล์ ถึง 100 ไมล์ต่อชั่วโมง
สาเหตุที่ทำให้เกิดพายุทอร์นาโดนี้ เนื่องมาจากการเกิดกลุ่มของอากาศที่เย็นกว่าลอยผ่านเข้าไปใต้กลุ่มของอากาศที่อบอุ่นกว่า จึงทำให้เกิดกการถ่ายเทอากาศหมุนเวียนกันขึ้นในเขตจำกัดและเป็นไปได้โดยรวดเร็วใกล้ ๆ จุดศูนย์กลางจะมีกระแสลมหมุนเร็วที่สุดจนทำให้เกิดลำอากาศเป็นเกลียวตั้งสูงขึ้นไปใน
ท้องฟ้า ถัดออกมาทางขอบนอกอัตราเร็วของการหมุนค่อย ๆ ช้าลง แต่กระนั้นก็ตามที่ขอบนอกของมันก็มีความแรงพอที่จะพัดเอาบ้านทั้งหลังให้พังไปได้อย่างง่ายดาย
ลมหมุนประเภทนี้ถ้าเกิดในเขตทะเลจีนทางด้านเอเซียตะวันออก เรียกว่า ลมใต้ฝุ่น นับเป็นภัยธรรมชาติที่น่ากลัวมากอย่างหนึ่ง
วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
Parler de musique : พูดคุยเรื่องดนตรี
• Quel genre de musique est-ce que tu aimes ? [เธอชอบดนตรีประเภทไหน]
- J'aime la musique pop mais je préfère la musique classique. [ฉันชอบดนตรีป๊อปแต่ฉันชอบดนตรีคลาสสิคมากกว่า]
• Vous faites de la musique ? [เธอเล่นดนตรีบ้างหรือเปล่า]
- Oui, je suis passionné par toutes sortes de musique. [ครับ ผมหลงใหลในดนตรีทุกชนิด]
• Tu joues d'un instrument de musique ? [เธอเล่นเครื่องดนตรีใดบ้างหรือเปล่า]
- Oui, je joue du piano, de la guitare et je fais aussi du violon. [เล่น ฉันเล่นเปียโน, กีตาร์ และฉันเล่นไวโอลินด้วย]

